คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ออกประกาศหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการประกับคุณภาพภายในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้
ดังนี้
04 ธันวาคม 2557
17 มิถุนายน 2556
การประยุกต์ใช้สื่อICT
การใช้สื่อ ICT เพื่อจัดการเรียนการสอน นำเข้าสู่บทเรียน สื่อประกอบการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล การเชื่อมโยงเนื้อหา การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โรงเรียนสามารถใช้ตามความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบ ICT โดยบันทึกสื่อรูปแบบต่างๆ ใส่ในแผ่น ดีวีดี วีซีดี ไปใช้ผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือประยุกต์ใช้ได้ตามต้องการ
การเข้าถึงสื่อICT
การค้นหาและเลือกประยุกต์ใช้สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียนอย่างหลากหลาย ทำให้การจัดการเรียนรู้ของครูมีประสิทธิภาพและทำให้นักเรียนมีความเข้าใจการเรียนอย่ายั่งยืน โดยครูต้องสามารถปรับปรุงดัดแปลงสื่อจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาวิชาชีพ โดยให้ความสนใจกับวิวัฒนาการของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบอินเตอร์เน็ต โลกสื่อสังคมออนไลน์ ทักษะการใช้สื่อเทคโนโลยี การดาวน์โหลดข้อมูลจากเว็บไซต์น่าสนใจ
ความสำคัญในการใชสื่อ ICT
สื่อ ICT มีคุณลักษณะพิเศษต่างจากสื่อการเรียนรู้ทั่วไป สามารถแสดงผลในลักษณะ เทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สามารถโต้ตอบกับผุ้เรียนได้เป็นจุดรวมความสนใจของผู้เรียน การเรียนรู้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม สามารถทำในสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมได้ชัดเจนขึ้น ทำให้ผู้เรียนมองเห็นความสัมพันธ์ของเรื่องราวต่างๆ ของสิ่งที่จะเรียนรู้ได้ง่าย รวดเร็ว รวมทั้งจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ยาวนานขึ้น และกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ที่ได้จากการเรียนรู้ ผู้มีบทบาทต้องวิเคราะห์หน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้สื่อ ICT
16 พฤษภาคม 2555
บทบาทของโรงเรียนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา
บทบาทของโรงเรียนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา(One Taplet Per Child)
1. โรงเรียนเตรียมความพร้อมในโรงเรียน เช่น ห้องเรียน ระบบไฟฟ้า ระบบอินเตอร์เน็ต
2. ชี้แจงทำความเข้าใจแก่ ครู นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และผู้ปกครอง เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการเรียนการสอน และการฝึกอบรมทักษะการใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเบื้องต้นแก่ครู นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคน
3. พัฒนาปรับปรุงหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต
4. ครูชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคนร่วมกันจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือช่วย ในการจัดการเรียนการสอนใน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้
5. อบรมครูชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคนได้รับการอบรมให้สามารถใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการเรียนการสอน
6. ครูชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สามารถจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตใน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้
7. ครูทดสอบความสามารถของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ในการจัดการเรียนรู้เป็นระยะ ๆ และต้องพัฒนาปรับปรุงความสามารถของนักเรียนให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. โรงเรียนเตรียมความพร้อมในโรงเรียน เช่น ห้องเรียน ระบบไฟฟ้า ระบบอินเตอร์เน็ต
2. ชี้แจงทำความเข้าใจแก่ ครู นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และผู้ปกครอง เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการเรียนการสอน และการฝึกอบรมทักษะการใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเบื้องต้นแก่ครู นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคน
3. พัฒนาปรับปรุงหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต
4. ครูชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคนร่วมกันจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือช่วย ในการจัดการเรียนการสอนใน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้
5. อบรมครูชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคนได้รับการอบรมให้สามารถใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการเรียนการสอน
6. ครูชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สามารถจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตใน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้
7. ครูทดสอบความสามารถของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ในการจัดการเรียนรู้เป็นระยะ ๆ และต้องพัฒนาปรับปรุงความสามารถของนักเรียนให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
One Taplet Per Child
บทบาทของสำนักงานเขตพื้นที่ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา
(One Taplet Per Child)
(One Taplet Per Child)
20 มกราคม 2555
ตัวบ่งชี้ระดับพื้นฐาน สมศ.รอบ3
ตัวบ่งชี้ที่1ผู้เรียนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี
ตัวบ่งชี้ที่2ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์
ตัวบ่งชี้ที่3ผู้เรียนมีความใฝ่รู้และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ตัวบ่งชี้ที่4ผู้เรียนคิดเป็นทำเป็น
ตัวบ่งชี้ที่5ผลสัมฤทธฺทางการเรียนของผู้เรียน
ตัวบ่งชี้ที่6ประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ
ตัวบ่งชี้ที่7ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและการพัฒนาสถานศึกษา
ตัวบ่งชี้ที่8พัฒนาการของการประกันคุณภาพภายในโดยสถานศึกษาและต้นสังกัด
ตัวบ่งชี้ที่9ผลการพัฒนาให้บรรลุตามปรัชญา ปณิธาน พันธกิจ และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานศึกษา
ตัวบ่งชี้ที่10ผลการพัฒนาตามจุดเน้นและจุดเด่นที่ส่ง ผลสะท้อนเป็นเอกลักษณ์ของสถานศึกษา
ตัวบ่งชี่ที่11ผลการดำเนินงานโครงการพิเศษเพื่อส่งเสริม บทบาทของสถานศึกษา
ตัวบ่งชี่ที่12ผลการส่งเสริมพัฒนาสถานศึกษาเพื่อยกระดับมาตรฐาน รักษามาตรฐาน และพัฒนาสู่ความเป็นเลิศที่สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษา
ตัวบ่งชี้ที่2ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์
ตัวบ่งชี้ที่3ผู้เรียนมีความใฝ่รู้และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ตัวบ่งชี้ที่4ผู้เรียนคิดเป็นทำเป็น
ตัวบ่งชี้ที่5ผลสัมฤทธฺทางการเรียนของผู้เรียน
ตัวบ่งชี้ที่6ประสิทธิผลการจัดการเรียนการสอนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ
ตัวบ่งชี้ที่7ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและการพัฒนาสถานศึกษา
ตัวบ่งชี้ที่8พัฒนาการของการประกันคุณภาพภายในโดยสถานศึกษาและต้นสังกัด
ตัวบ่งชี้ที่9ผลการพัฒนาให้บรรลุตามปรัชญา ปณิธาน พันธกิจ และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานศึกษา
ตัวบ่งชี้ที่10ผลการพัฒนาตามจุดเน้นและจุดเด่นที่ส่ง ผลสะท้อนเป็นเอกลักษณ์ของสถานศึกษา
ตัวบ่งชี่ที่11ผลการดำเนินงานโครงการพิเศษเพื่อส่งเสริม บทบาทของสถานศึกษา
ตัวบ่งชี่ที่12ผลการส่งเสริมพัฒนาสถานศึกษาเพื่อยกระดับมาตรฐาน รักษามาตรฐาน และพัฒนาสู่ความเป็นเลิศที่สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษา
19 มกราคม 2555
ตัวบ่งชี้ระดับปฐมวัย สมศ.รอบ3
ตัวบ่งชี้ที่1เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายสมวัย
ตัวบ่งชี้ที่2เด็กมีพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจสมวัย
ตัวบ่งชี้ที่3เด็กมีพัฒนาการด้านสังคมสมวัย
ตัวบ่งชี้ที่4เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญาสมวัย
ตัวบ่งชี้ที่5เด็กมีความพร้อมศึกษาต่อในขั้นต่อไป
ตัวบ่งชี้ที่6ประสิทธิผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ
ตัวบ่งชี้ที่7ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและการพัฒนาสถานศึกษา
ตัวบ่งชี้ที่8พัฒนาการของการประกันคุณภาพภายในโดยสถานศึกษาและต้นสังกัด
ตัวบ่งชี้ที่9ผลการพัฒนาให้บรรลุตามปรัชญา ปณิธาน พันธกิจ และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานศึกษา
ตัวบ่งชี้ที่10ผลการพัฒนาตามจุดเน้นและจุดเด่นที่ส่ง ผลสะท้อนเป็นเอกลักษณ์ของสถานศึกษา
ตัวบ่งชี่ที่11ผลการดำเนินงานโครงการพิเศษเพื่อส่งเสริม บทบาทของสถานศึกษา
ตัวบ่งชี่ที่12ผลการส่งเสริมพัฒนาสถานศึกษาเพื่อยกระดับมาตรฐาน รักษามาตรฐาน และพัฒนาสู่ความเป็นเลิศที่สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษา
ตัวบ่งชี้ที่2เด็กมีพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจสมวัย
ตัวบ่งชี้ที่3เด็กมีพัฒนาการด้านสังคมสมวัย
ตัวบ่งชี้ที่4เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญาสมวัย
ตัวบ่งชี้ที่5เด็กมีความพร้อมศึกษาต่อในขั้นต่อไป
ตัวบ่งชี้ที่6ประสิทธิผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ
ตัวบ่งชี้ที่7ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและการพัฒนาสถานศึกษา
ตัวบ่งชี้ที่8พัฒนาการของการประกันคุณภาพภายในโดยสถานศึกษาและต้นสังกัด
ตัวบ่งชี้ที่9ผลการพัฒนาให้บรรลุตามปรัชญา ปณิธาน พันธกิจ และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานศึกษา
ตัวบ่งชี้ที่10ผลการพัฒนาตามจุดเน้นและจุดเด่นที่ส่ง ผลสะท้อนเป็นเอกลักษณ์ของสถานศึกษา
ตัวบ่งชี่ที่11ผลการดำเนินงานโครงการพิเศษเพื่อส่งเสริม บทบาทของสถานศึกษา
ตัวบ่งชี่ที่12ผลการส่งเสริมพัฒนาสถานศึกษาเพื่อยกระดับมาตรฐาน รักษามาตรฐาน และพัฒนาสู่ความเป็นเลิศที่สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษา
คำใหม่ในการประเมินคุณภาพรอบ3
อัตลักษณ์หมายถึงคุณลักษณะผู้เรียนที่เกิดขึ้นตามการดำเนินงานของสถานศึกษาตามปรัชญา ปณิธาน วิสัยทัศน์ พันธกิจ ของโรงเรียน พบว่ามีความถูกต้องชัดเจน ไม่กว้างเกินไปส่วนใหญ่เน้นที่คุณธรรมง่ายแล้วกำหนดตัวช้วัดย่อยๆ อันเป็นคุณลักษณะง่ายที่ผู้เรียนปฏิบัติได้ เช่น ความพอเพียงผู้เรียนจะมีคุณลักษณะขยัน อดออม ความรับผิดชอบจะมีคุณลักษณะไม่มาเรียนสาย ส่งงานตรงเวลา ซึ่งครูผู้สอนเองก็มีลักษณเช่นเดียวกัน
เอกลักษณ์ความสำเร็จของสถานศึกษา ของนักเรียน ครู ผู้บริหาร ทางใดทางหนึ่ง เช่น ด้านกีฬา ดนตรี หรืออาจเป็นสถานที่ บรรยากาศ
เอกลักษณ์ความสำเร็จของสถานศึกษา ของนักเรียน ครู ผู้บริหาร ทางใดทางหนึ่ง เช่น ด้านกีฬา ดนตรี หรืออาจเป็นสถานที่ บรรยากาศ
06 กันยายน 2554
การนิเทศโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย
การนิเทศโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย
ในขั้นการตั้งคำถาม ครูจัด สร้างสถานการณ์ที่กระตุ้นให้ผู้เรียน สงสัย อยากรู้ สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้หลายแหล่ง นักเรียนฝึกการตั้งคำถามสู่การวิจัย ครูใช้คำถามท้าทายความสามารถของผู้เรียน
ขั้นการเตรียมการค้นหาคำตอบ นักเรียนศึกษาข้มูลและคาดเดาคำตอบ ครูยกตัวอย่างแนะนำแหล่งเรียนรู้ นักเรียนหาวิธีการ ตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสม นักเรียนกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน ครูกระตุ้นให้นักเรียนใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ แต่ละขั้นตอนมีกิจกรรมสัมผัสภูมิปัญญาท้องถิ่น
ขั้นดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ นักเรียนรายงานความก้าวหน้า แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขจัดข้อขัดแย้ง จากหลักฐานเชิงประจักษ์ นักเรียนฝึกสังเกต บันทึกผล ครูเตรียมอุปกรณ์ สื่อ ให้นักเรียน ติดตามช่วยเหลือนักเรียน
ขั้นสรูปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ ฝึกนักเรียนนำข้อมูลจากการบันทึกมาวิเคราะห์ สรูปผล ตรวจสอบความสมบูรณ์ ความถูกต้องของข้อมูลที่ตอบคำถาม วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูล สร้างเกณฑ์ในการนำเสนอผลการศึกษา ออกแบบการนำเสนอที่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนด
ในขั้นการตั้งคำถาม ครูจัด สร้างสถานการณ์ที่กระตุ้นให้ผู้เรียน สงสัย อยากรู้ สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้หลายแหล่ง นักเรียนฝึกการตั้งคำถามสู่การวิจัย ครูใช้คำถามท้าทายความสามารถของผู้เรียน
ขั้นการเตรียมการค้นหาคำตอบ นักเรียนศึกษาข้มูลและคาดเดาคำตอบ ครูยกตัวอย่างแนะนำแหล่งเรียนรู้ นักเรียนหาวิธีการ ตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสม นักเรียนกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน ครูกระตุ้นให้นักเรียนใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ แต่ละขั้นตอนมีกิจกรรมสัมผัสภูมิปัญญาท้องถิ่น
ขั้นดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ นักเรียนรายงานความก้าวหน้า แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขจัดข้อขัดแย้ง จากหลักฐานเชิงประจักษ์ นักเรียนฝึกสังเกต บันทึกผล ครูเตรียมอุปกรณ์ สื่อ ให้นักเรียน ติดตามช่วยเหลือนักเรียน
ขั้นสรูปและนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ ฝึกนักเรียนนำข้อมูลจากการบันทึกมาวิเคราะห์ สรูปผล ตรวจสอบความสมบูรณ์ ความถูกต้องของข้อมูลที่ตอบคำถาม วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูล สร้างเกณฑ์ในการนำเสนอผลการศึกษา ออกแบบการนำเสนอที่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนด
การนิเทศโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย
การนิเทศโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัย เป็นการจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างวัฒนธรรมการวิจัยให้เด็กและครู เป็นการดำเนินการร่วมกัน 3 ปี ระหว่าง สพป.ราชบุรีเขต 1และ สพฐ.
โดยนายอดุลย์ วงษใหญ่ และ ศิริชาติ วงษ์ใหญ่ ด้วยการนำแผนการจัดการเรียนรู้ของครูอย่างน้อย 1หน่วยมาตรวจสอบความสอดคล้องตามรายการประเมิน ขั้นการตั้งคำถาม ขั้นการเตรียมการค้นหาคำตอบ ขั้นดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ ขั้นสรุปแลนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ
วันที่ 1 กันยายน 2554 ที่โรงเรียนวัดดอนตลุง
วันที่ 2 กันยายน 2554 ที่โรงเรียนมหาราช7
โดยนายอดุลย์ วงษใหญ่ และ ศิริชาติ วงษ์ใหญ่ ด้วยการนำแผนการจัดการเรียนรู้ของครูอย่างน้อย 1หน่วยมาตรวจสอบความสอดคล้องตามรายการประเมิน ขั้นการตั้งคำถาม ขั้นการเตรียมการค้นหาคำตอบ ขั้นดำเนินการค้นหาและตรวจสอบคำตอบ ขั้นสรุปแลนำเสนอผลการค้นหาคำตอบ
วันที่ 1 กันยายน 2554 ที่โรงเรียนวัดดอนตลุง
วันที่ 2 กันยายน 2554 ที่โรงเรียนมหาราช7
01 กันยายน 2554
การจัดนิทรรศการวิชาการของโรงเรียนชุมชนวัดรางบัว
การจัดนิทรรศการวิชาการของโรงเรียนชุมชนวัดรางบัว เพื่อรับการประเมินภายนอกรอบสาม
ความสามารถผู้เรียน
สืบสานภูมิปัญญา
ความสามารถผู้เรียน
สืบสานภูมิปัญญา
19 กุมภาพันธ์ 2553
08 กุมภาพันธ์ 2553
ฉากภาพใหญ่กับการตั้งคำถาม
ฉากภาพหรือรูปภาพขนาดใหญ่จะมีลักษณะเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อม หรือวัฒนธรรมของนักเรียน เช่น อวัยวะ ร่างกาย บ้านของฉัน โรงเรียน ชุมชนของฉัน สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า ผลไม้ ทะเล แมลง เป็นต้น ส่วนการตั้งคำถามถือว่าเป็นกลวิธีที่กระตุ้นให้นักเรียนพูดโต้ตอบ และสื่อสารได้เป็นอย่างดี โดยการตั้งคำถามปลายเปิด (แบบต่อเนื่องหรือ แบบเหตุการณ์สมมุติ) และการตั้งคำถามเชิงจินตนาการ
คำถามปลายเปิดในขั้น “เข้าใจ” และ “วิเคราะห์”
ภาพนี้มีเด็กผู้ชายทั้งหมดกี่คน ดูที่ไหนบ้างถึงรู้ว่าเป็นเด็กผู้ชาย
คำถามปลายเปิดในขั้น “ประเมิน”
รถคันลำไหนแล่นเร็วกว่า ช่วยบอกทีได้ไหมว่าทำไม
คำถามปลายเปิดในขั้น “ประยุกต์”
ที่บ้านมีรถหรือไม่ ถ้ามีจะทำยังไงให้รถแล่นได้เร็วๆ และมาถึงโรงเรียนเช้าๆ
คำถามปลายเปิดในขั้น“สร้างสรรค์” หรือ “จินตนาการ”
ถ้าโรงเรียนลอยอยู่บนฟ้า หนูจะหาทางขึ้นไปได้อย่างไร
นิทานภาพ
เป็นสื่อที่เป็นภาพวาดที่มีการเรียงลำดับเป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่ชัดเจน โดยภาพที่วาดควรมีความเชื่อมโยงและต่อเนื่องกัน (จากภาพหนึ่งไปสู่อีกภาพหนึ่ง)
จำนวนภาพประมาณ 4 - 5 ฉาก ตั้งแต่เริ่มเรื่องจนกระทั่งจบเรื่อง (จะขึ้นอยู่กับแผนการจัดประสบการณ์ในแต่ละระดับชั้น)
วัตถุประสงค์
เพิ่มพูนทักษะการพูดของเด็กโดยให้เด็กสามารถพูดเป็นเรื่องราวต่อเนื่องได้
ฝึกทักษะการลำดับเหตุการณ์ โดยใช้ภาพและเรื่องราวเป็นสื่อการเรียนการสอน
ฝึกทักษะการให้เหตุผลหรือการมีเหตุและผล
การจัดกิจกรรม
ครูเตรียมนิทานภาพที่จะใช้ในการสอน พร้อมกับแสดงภาพให้นักเรียนดู
นักเรียนช่วยกันบอกถึงรายละเอียดที่มีอยู่ในภาพที่ครูถือมาทีละภาพจนครบทุกภาพ (ใคร ทำอะไร ที่ไหน และอย่างไร)
ครูแจกภาพให้นักเรียนได้ดูอย่างทั่วถึง (ให้เด็กๆได้สัมผัสและดูภาพโดยทั่วกัน)
ให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งออกมาถือภาพ แล้วพยายามช่วยกันเรียงลำดับภาพที่กำลังถือภาพอยู่
ให้นักเรียนที่กำลังถือภาพแต่ละภาพบอกเล่าเรื่องราวในภาพของตนซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับภาพต่อไปอย่างสอดคล้องกัน
ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ออกมาเล่า เนื่องจากการเล่าเรื่องราวของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะ
ครูควรกล่าวชมเชยนักเรียนทุกครั้งที่มีการทำกิจกรรม แม้ว่านักเรียนเรียงลำดับภาพและเล่าเรื่องไม่เหมือนคนอื่น ก็ให้ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิด (หากเด็กสามารถอธิบายเหตุผลของการเรียงลำดับภาพนั้นเองได้ก็สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนเรียนรู้ในการหาเหตุผล)
หากนักเรียนเรียงลำดับเรื่องราวผิด เพื่อนๆ คนอื่นที่ดูอยู่อาจเป็นผู้ซักถามเองได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นสะท้อนให้เห็นว่า เด็กเริ่มเรียนรู้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (มีการแสดงความคิด ซักถาม และโต้ตอบอย่างเป็นเหตุเป็นผล)
ครูไม่ควรหยุดหรือห้ามเด็กในขณะที่เด็กกำลังพูดอยู่ หรือแสดงสีหน้าหรือท่าทางปฏิเสธความคิดของเด็ก เพราะอาจทำให้ความกล้าแสดงออกของนักเรียนหยุดชะงัก และเป็นการชะลอกระบวนการพัฒนาสมองของนักเรียน
จำนวนภาพประมาณ 4 - 5 ฉาก ตั้งแต่เริ่มเรื่องจนกระทั่งจบเรื่อง (จะขึ้นอยู่กับแผนการจัดประสบการณ์ในแต่ละระดับชั้น)
วัตถุประสงค์
เพิ่มพูนทักษะการพูดของเด็กโดยให้เด็กสามารถพูดเป็นเรื่องราวต่อเนื่องได้
ฝึกทักษะการลำดับเหตุการณ์ โดยใช้ภาพและเรื่องราวเป็นสื่อการเรียนการสอน
ฝึกทักษะการให้เหตุผลหรือการมีเหตุและผล
การจัดกิจกรรม
ครูเตรียมนิทานภาพที่จะใช้ในการสอน พร้อมกับแสดงภาพให้นักเรียนดู
นักเรียนช่วยกันบอกถึงรายละเอียดที่มีอยู่ในภาพที่ครูถือมาทีละภาพจนครบทุกภาพ (ใคร ทำอะไร ที่ไหน และอย่างไร)
ครูแจกภาพให้นักเรียนได้ดูอย่างทั่วถึง (ให้เด็กๆได้สัมผัสและดูภาพโดยทั่วกัน)
ให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งออกมาถือภาพ แล้วพยายามช่วยกันเรียงลำดับภาพที่กำลังถือภาพอยู่
ให้นักเรียนที่กำลังถือภาพแต่ละภาพบอกเล่าเรื่องราวในภาพของตนซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับภาพต่อไปอย่างสอดคล้องกัน
ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ออกมาเล่า เนื่องจากการเล่าเรื่องราวของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะ
ครูควรกล่าวชมเชยนักเรียนทุกครั้งที่มีการทำกิจกรรม แม้ว่านักเรียนเรียงลำดับภาพและเล่าเรื่องไม่เหมือนคนอื่น ก็ให้ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิด (หากเด็กสามารถอธิบายเหตุผลของการเรียงลำดับภาพนั้นเองได้ก็สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนเรียนรู้ในการหาเหตุผล)
หากนักเรียนเรียงลำดับเรื่องราวผิด เพื่อนๆ คนอื่นที่ดูอยู่อาจเป็นผู้ซักถามเองได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นสะท้อนให้เห็นว่า เด็กเริ่มเรียนรู้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (มีการแสดงความคิด ซักถาม และโต้ตอบอย่างเป็นเหตุเป็นผล)
ครูไม่ควรหยุดหรือห้ามเด็กในขณะที่เด็กกำลังพูดอยู่ หรือแสดงสีหน้าหรือท่าทางปฏิเสธความคิดของเด็ก เพราะอาจทำให้ความกล้าแสดงออกของนักเรียนหยุดชะงัก และเป็นการชะลอกระบวนการพัฒนาสมองของนักเรียน
14 ธันวาคม 2552
บทเรียนจากเชอร์โนบิล
26 เมษายน พ.ศ. 2529 โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chernobyl Nuclear Power Plant)ที่เมืองเชอร์โนบิล ประเทศยูเครน(สมัยนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต)เกิดการระเบิด หลังจากที่ทีมวิศวกรตรวจสอบการทำงานของระบบทำความเย็น โดยปิดระบบรักษาความปลอดภัย เมื่อแรงดันไอน้ำภายในสูงขึ้นอย่างฉับพลันแต่ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติกลับไม่ทำงาน ส่งผลให้ให้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข4ระเบิด สารกัมมันตรังสีเกือบทั้งหมดแพร่กระจายสู่บรรยากาศ ในรัศมี 30กิโลเมตรมีการเปรอะเปื้อนรังสีสูง ถูกประกาศเป็นเขตอันตราย (Zone of alienation) สารกัมมันตภาพรังสีลอยออกไปปนเปื้อนทั้งในอากาศ แม่น้ำ ผืนดิน ทั่วทวีปยุโรปกว่า 3.9ล้านตารางกิโลเมตร ต้องอพยพประชาชนประมาณ 336,000 คน หลังอุบัติเหตุมีความพยายามปิดข่าวโดยแจ้งเพียงแค่ว่ามีเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าและเจ้าหน้าที่ดับเพลงเสียชีวิตจำนวน 31คน มีผู้บาดเจ็บจากกัมมันตรังสี 203 คน แต่ด้วยความต้องการไฟฟ้าจำนวนมาก รัฐบาลยูเครนก็สั่งเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เหลือในปี 2534 ก่อนที่โรงงานแห่งนี้จะปิดตัวเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ในปี 2545 องค์กรอนามัยโลก (WHO)ได้สรุปผลความเสียหายว่า มีผู้เสียชีวิตจากแรงระเบิดโดยตรง 47ราย และคาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีก 9,000คน จากจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดประมาณ 6.6ล้านคน ซึ่ง 4,000คน มีสาเหตุจากโรคมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ ที่เหลือจากโรคมะเร็งชนิดอื่นและโรคอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอีกจำนวนมาก นับว่าเป็นหายนะภัยจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่รุนแรงที่สุดในโลก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หายนะภัยเชอร์โนเบลทำให้สารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่ถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิถึง 200 เท่า
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มีหลักการผลิตกระแสไฟฟ้าคล้ายกับโรงไฟฟ้าที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำทั่วๆ ไป ซึ่งใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil) อันได้แก่ถ่านหิน น้ำมันหรือแก๊สธรรมชาติ ในขณะที่ ราคาต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าของปีโตรเลียมอย่างก๊าซธรรมชาติและน้ำมันราคาสูงขึ้น ขณะที่การใช้ถ่านหิน และพลังงานนิวเคลียร์ถูกกว่า และมองไกลไปอีก ถ่านหินขุดย่อมมีวันหมด แต่ยูเรเนียมประมาณว่าใช้งานได้นานจนคุ้มค่ากว่า
หลักการผลิตกระแสไฟฟ้าก็คือ การปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ใช้มือ ใช้เท้าปั่น ประเทศเรารู้สึกว่าพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้โดยใช้น้ำมันปีโตรเลียมเป็นตัวให้กำลังในการปั่นไฟ ราคาแพงและเราต้องซื้อก๊าซจากพม่า ลองดูพลังงานที่ใช้เราใช้อยู่
แหล่งรังสีของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โดยทั่วไปมักจะมุ่งคิดถึงเชื้อเพลิงยูเรเนียมที่อยู่ในเชื้อเพลิงในเครื่องปฏิกรณ์ ภายในเครื่องปฏิกรณ์จะเกิดปฏิกิริยาแตกตัวในนิวเคลียสของอะตอมของบางธาตุ เช่น ธาตุยูเรเนียม ถูกชนด้วยนิวตรอน ทำให้นิวเคลียสแตกตัวออก แล้วให้พลังงานออกมาตามกฎของ Einstein (E=mc2) การชน 1 ครั้ง ให้พลังงาน 7.6*10-12 แคลอรี่ และนำความร้อนที่ได้มาผลิตไอน้ำเพื่อหมุนกังหันผลิตไฟฟ้า และธาตุเหล่านี้จะให้รังสีออกมาเพื่อให้ตัวเองเกิดการเสถียร ในขณะเดียวกันมีโอกาสที่นิวตรอนจะถูกดูดกลืนโดยธาตุอื่นแล้วทำให้ธาตุนั้นให้รังสีออกมาได้ เช่น น้ำ, Heavy water, ก๊าซในช่องระหว่างผนังแท่งเชื้อเพลิงเป็นต้น ทำให้หลายระบบสามารถให้รังสีได้โดยการ activation และการเปรอะเปื้อนรังสี รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จาก activation และ Photoneutron (นิวไคลด์ของธาตุหนักจับแกมมาที่มีพลังงานมากกว่า 2.21 MeV หรือมากกว่าแล้วให้นิวตรอน)
ส่วนที่เป็นแหล่งพลังงานมหาศาลก็คือเจ้าแท่งปฏิกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายมือ มีความปลอดภัย หายห่วงได้เพราะมีการป้องกันการรั่วไหลโดยใช้โครงสร้างเป็นผนังคอนกรีตเสริมเหล็กไว้สำหรับดูดรังสีแกมม่าในกรณีที่รั่วไหล ความหนาของผนังคอนกรีต ตั้งแต่ 20 เซนติเมตร ขึ้นไปแล้วแต่จำนวนแท่งปฏิกรณ์ข้างในนอกจากนั้นแล้วยังอยู่ในระบบปิดอีกด้วย พลังงานที่ผลิตได้จากการแตกตัวนิวเคลียร์ฟิชชัน 1ครั้ง มากกว่าพลังงานจากการเผาไหม้ของซากพืชซากสัตว์จากปีโตรเลียมและถ่านหินมากทีเดียว
ของไหลสีชมพูทำหน้าที่เป็นตัวแลกเปลี่ยนความร้อนกับไอน้ำในเครื่องผลิตไอน้ำ(Steam Generator) หลอดปฏิกรณ์จะใช้พวกธาตุกัมมันตภาพอย่าง U235, U238 หรือไม่ก็ Pu239ส่วนตัว Control Rod จะเป็นตัวที่ทำหน้าที่ในการดูดซับนิวตรอนที่แตกตัวออกมาจากปฏิกิริรยานิวเคลียร์ฟิชชัน นอกจากนั้นต้องมีพวก moderator ซึ่งทำหน้าที่หน่วงปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน ซึ่งจะใช้ น้ำ แกรไฟต์ หรือ ดิวทีเรียมออกไซด์
กลไกการทำงานก้คือ เมื่อเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่เกิดขึ้นจะมีการคายพลังงานความร้อนในระดับสูงลิ่ว แล้วของไหลสีชมพูในนั้นก็จะรับเอาความร้อนไปเข้าสู่เครื่องกำเนิดไอน้ำ แล้วก็จะควบแน่นกลับไปเข้าสู่ถังปฏิกรณ์อีกรอบ โดยอาศัยปั๊มพ์ป้อนกลับเข้าไป
ที่มา www.sripatum.ac.th/.../k35.files
http://palermos.exteen.com/20071107/nuke-electricity
ป้ายกำกับ:
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
13 ธันวาคม 2552
การใช้พลังงานนิวเคลียร์
การประชุมให้ความรู้เกี่ยวกับโรงไฟ้ฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ณ โรงเรมโกลเด้นซิตี้ จังหวัดราชบุรี กล่าวถึงการใช้พลังงานนิวเคลียร์ไว้ 2 ประการ
1.การใช้พลังงานนิวเคลียร์ ในการนำกัมมันตภาพรังสีมาใช้ เช่น การเกษตรกรรม การแพทย์ อุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม การสำรวจทางโบราณคดีและธรณีวิทยา เช่น การหาอายุของวัตถุโบราณ
2.การใช้พลังงานนิวเคลียร์ เช่น การขุดคลอง การทหาร(ระเบิดนิวเคลียร์) การผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เรือดำน้ำ และเรือเดินสมุทร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


